คุณพระได้แชร์ประสบการณ์การเติบโตจากนักดนตรีสู่เจ้าของร้านกาแฟ และการสร้างช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากมาย โดยเล่าถึงความท้าทายและการทำงานหนักเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ พร้อมกับความรักและความหวังที่มีต่อแฟนคลับและผู้สนับสนุนคุณพระได้แชร์ประสบการณ์การเติบโตจากนักดนตรีสู่เจ้าของร้านกาแฟ และการสร้างช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากมาย โดยเล่าถึงความท้าทายและการทำงานหนักเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ พร้อมกับความรักและความหวังที่มีต่อแฟนคลับและผู้สนับสนุนคุณพระได้แชร์ประสบการณ์การเติบโตจากนักดนตรีสู่เจ้าของร้านกาแฟ และการสร้างช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามมากมาย โดยเล่าถึงความท้าทายและการทำงานหนักเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ พร้อมกับความรักและความหวังที่มีต่อแฟนคลับและผู้สนับสนุน
จุดเริ่มต้นที่ไม่ธรรมดา จากนักดนตรีสู่บาริสต้าผู้ไม่กินกาแฟ
คุณพระเล่าว่าเส้นทางสายกาแฟของเขาเริ่มต้นจากการมองหาอาชีพเสริมจากงานนักดนตรีกลางคืน “เมื่อก่อนผมเป็นนักดนตรี ก็เลยมองหางานประจำเลยได้เป็นบาริสต้า ตอนนั้นกินกาแฟไม่ได้ด้วยนะ คือกินแล้วใจสั่น ปวดหัว” เขายอมรับว่าในช่วงปีแรก เขาไม่แตะกาแฟเลยและเลือกที่จะดื่มชาแทน จนกระทั่งปีที่ 3 ที่เริ่มฝึกฝนการทำลาเต้อาร์ตอย่างจริงจัง
“ทำแล้วก็ต้องทิ้ง ก็เลยลองกินไปแก้วหนึ่ง… โอ้โห้ ขม แต่หอม ชอบกลิ่นของมัน” จุดนั้นเองที่ทำให้เขาเริ่มเรียนรู้และตกหลุมรักในศาสตร์ของกาแฟ จนกลายเป็นความฝันที่อยากจะมีร้านเป็นของตัวเองในที่สุด

ที่มาของชื่อ “คุณพระ” ที่ไม่ได้แปลว่าลิง!
หลายคนอาจสงสัยว่าชื่อ “คุณพระ” มาจากไหน ซึ่งก่อนหน้านี้ช่องของเขาก็มีหลายชื่อตั้งแต่ “MAKE IT MUNK” ไปจนถึง “MUNK TO YOU” แต่ชื่อที่ทุกคนคุ้นเคยกลับมีที่มาสุดน่ารัก “ตอนนั้นเราเคยไปสอนกีตาร์ เด็กมันถามว่าทำไมชื่อมังค์ล่ะคุณครู เด็กก็บอกว่า อ๋อ คุณครูมังค์ งั้นหนูเรียกคุณพระได้ไหม” และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทุกคนรู้จักเขาในชื่อ “คุณพระ” แต่ด้วยความที่เป็นคนลพบุรี หลายคนจึงมักเข้าใจผิดว่าชื่อ “มังค์” มาจาก “Monkey” (ลิง) ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาโดนล้อมาตั้งแต่เด็กจนกลายเป็นเรื่องขำขันในปัจจุบัน
ธุรกิจร้านกาแฟ “กำไร” และพลังจาก “FC”
เมื่อพูดถึงธุรกิจร้านกาแฟ คุณพระยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ผมขายแก้วละ 40 บาท เอาจริงๆ เลยนะ หักค่าน้ำค่าไฟก็แทบหมดแล้ว” แต่เขามองว่าร้านกาแฟเป็นพื้นที่สำหรับสร้างคอนเทนต์และสร้างความสุข รายได้หลักจึงมาจากการทำงานหลายทางรวมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนจากแฟนคลับ (FC) “พูดกันตรงๆ เราได้เพราะเอฟซี” ซึ่งเขาก็เข้าใจและพร้อมจะพูดคุยหากมีการสั่งเล่นที่มากเกินไป สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจและความสัมพันธ์อันดีที่มีต่อแฟนคลับ
เขายังเล่าถึงอดีตที่เคยทำอาชีพเสริมอย่างการขับ Lineman แต่ต้องหยุดไปเพราะอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ซึ่งก็เล่าออกมาในสไตล์ติดตลกที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
ปรัชญา “กาแฟคือศิลปะ” และ “ตลกที่ไม่ใช่ตัวตลก”
สำหรับคุณพระ วงการกาแฟไม่มีวัน “อิ่มตัว” เพราะ “กาแฟคือศิลปะ และศิลปะไม่มีวันจบ” เขาเปรียบเทียบการพัฒนาของกาแฟเหมือนเมนูอาหารที่แตกแขนงไปได้ไม่สิ้นสุด จากลาเต้อาร์ตรูปหัวใจหรือใบไม้ธรรมดา ปัจจุบันมีทั้งรูปหงส์ไปจนถึงตัวการ์ตูนอย่างนารูโตะ ซึ่งสะท้อนว่าความคิดสร้างสรรค์ในโลกของกาแฟนั้นไร้ขีดจำกัด
ในแง่ของการเป็นคนตลก เขาก็มีมุมมองที่ลึกซึ้ง โดยเล่าประสบการณ์ที่เคยเล่นมุกกับตลกรุ่นใหญ่อย่าง “จเร เชิญยิ้ม” บนเวที และได้เข้าไปขอโทษหลังเวที แต่กลับได้รับคำสอนที่ล้ำค่ากลับมาว่า “มืออาชีพเขาจะลงมาขอโทษกันหลังไมค์ ตรงนั้นอะมึงต้องเล่น… ตลกไม่ใช่คนตลก เขาสร้างเสียงหัวเราะ แต่ไม่ใช่คนที่ใครจะมาหัวเราะ” คำพูดนี้ทำให้เขาเข้าใจแก่นแท้ของความเป็นมืออาชีพในวงการบันเทิง

คุณค่าที่แท้จริง “กระจกและความทรงจำ”
เมื่อถูกถามถึงของมีค่าทางจิตใจที่เก็บไว้ คำตอบของคุณพระก็สะท้อนตัวตนของเขาได้ดีที่สุด “จะเก็บไว้ทำไมอะ ส่องกระจกก็เห็นอยู่แล้ว” เขามองว่าวัตถุไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่เป็น “ตัวเรา” ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและประสบการณ์ต่างๆ มาต่างหากคือสิ่งที่ทรงคุณค่าที่สุด “เราทำอะไรมาถึงจุดนี้ เราเดินผ่านอะไรมา ตัวเราเป็นคนผ่าน ไม่ใช่วัตถุอะไรพวกนั้น…เมื่อก่อนกับปัจจุบัน ใครอยู่กับเรา คนนั้นแหละคุณค่า”
เรื่องราวของคุณพระจึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จทางธุรกิจ แต่เป็นบทพิสูจน์ของคนที่ใช้แพชชั่นนำทาง เรียนรู้จากทุกอุปสรรค และให้คุณค่ากับ “คน” และ “ประสบการณ์” เหนือสิ่งอื่นใดอย่างแท้จริง

เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่าความสำเร็จที่แท้จริงไม่ได้วัดจากตัวเลขผลกำไร แต่วัดจากความสุขที่ได้สร้างสรรค์, ความสัมพันธ์ที่จริงใจกับผู้คนรอบข้าง และความเข้าใจในแก่นแท้ของอาชีพที่ทำ คุณพระได้เปลี่ยนร้านกาแฟให้เป็นเวทีแห่งความสุข และเปลี่ยนอุปสรรคให้กลายเป็นบทเรียนที่มีค่า
และที่สำคัญที่สุด เขาได้ย้ำเตือนเราทุกคนว่าสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดที่เรามี ไม่ใช่วัตถุสิ่งของนอกกาย แต่คือเรื่องราวและประสบการณ์ที่หล่อหลอมตัวตนของเราเอง ซึ่งสะท้อนออกมาทุกครั้งที่เรามองดูตัวเองในกระจก

